สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก
“ได้ยินข่าวร้านค้าออนไลน์ถูกแฮกบ่อยขึ้น กลัวว่าร้านของเราจะเป็นเป้าหมายต่อไป…”
“อยากใช้ระบบความปลอดภัยแบบ 2FA แต่กลัวว่าจะตั้งค่ายาก และทำให้การขายติดขัด…”
จากสถิติของ ETDA ปี 2023 พบว่าการโจรกรรมบัญชีออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 40% แต่ร้านค้าที่ใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้นหรือ 2FA มีโอกาสถูกแฮกต่ำกว่า 0.1% เท่านั้น
การเริ่มต้นใช้งาน 2FA อาจดูยุ่งยาก แต่ด้วยคำแนะนำที่เข้าใจง่าย ผู้ประกอบการทุกคนสามารถตั้งค่าและใช้งานได้อย่างมั่นใจ
ในบทความนี้ เราจะอธิบายเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยแบบ 2FA สำหรับร้านค้าออนไลน์
- ทำความรู้จักระบบยืนยันตัวตนสองชั้นแบบเข้าใจง่าย
- วิธีตั้งค่าและใช้งาน 2FA สำหรับแพลตฟอร์มยอดนิยม
- การแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยในการใช้งาน
- เคล็ดลับการใช้งานที่ช่วยให้ขายของได้คล่องตัว
โดยผู้เขียนจะแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานในวงการการเงินและการลงทุนมากกว่า 10 ปี
ความปลอดภัยของร้านค้าคือหัวใจสำคัญของธุรกิจออนไลน์ โปรดใช้บทความนี้เป็นคู่มือในการเริ่มต้นใช้งาน 2FA เพื่อปกป้องรายได้และความไว้วางใจจากลูกค้าของคุณ
2FA คืออะไร? ทำไมจึงจำเป็นสำหรับร้านค้าออนไลน์
2FA คืออะไร? ทำไมจึงจำเป็นสำหรับร้านค้าออนไลน์
2FA หรือการยืนยันตัวตนสองชั้น เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันบัญชีออนไลน์ของคุณจากการถูกแฮก โดยต้องยืนยันตัวตนสองขั้นตอนก่อนเข้าใช้งานบัญชี
ในปัจจุบัน การโจรกรรมข้อมูลและการแฮกบัญชีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ การใช้ 2FA จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ต่อไปนี้เราจะอธิบายถึงหลักการทำงานของ 2FA และความสำคัญที่มีต่อร้านค้าออนไลน์
ทำความรู้จักระบบยืนยันตัวตนสองชั้น
2FA เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตนอีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือจากการใช้รหัสผ่านปกติ
ระบบนี้ทำงานโดยใช้หลักการ “สิ่งที่คุณรู้” (รหัสผ่าน) และ “สิ่งที่คุณมี” (เช่น โทรศัพท์มือถือ) เพื่อยืนยันว่าผู้ที่กำลังพยายามเข้าสู่ระบบคือเจ้าของบัญชีตัวจริง
- ขั้นตอนที่ 1: กรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านตามปกติ
- ขั้นตอนที่ 2: ระบบจะส่งรหัส OTP ไปยังโทรศัพท์มือถือของคุณ
- ขั้นตอนที่ 3: กรอกรหัส OTP เพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้ง
แม้ว่าแฮกเกอร์จะรู้รหัสผ่านของคุณ แต่หากไม่มีโทรศัพท์มือถือของคุณ ก็ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้
สถิติการโจมตีไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในปี 2023
ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในปี 2023 แสดงให้เห็นว่า การโจมตีไซเบอร์ต่อร้านค้าออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
อัตราการโจรกรรมข้อมูลเพิ่มขึ้น 40%
เมื่อเทียบกับปี 2022 พบว่าการโจรกรรมบัญชีออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 40% โดยส่วนใหญ่เป็นการโจมตีร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กถึงกลางที่มีระบบรักษาความปลอดภัยไม่เข้มแข็งพอ
-
80% ของกรณีไม่ได้เปิดใช้ 2FA
จากการวิเคราะห์พบว่า 80% ของกรณีที่ถูกแฮก เกิดจากการที่ร้านค้าไม่ได้เปิดใช้งานระบบ 2FA ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีได้ง่ายเพียงแค่รู้รหัสผ่าน
-
ความเสียหายเฉลี่ย 50,000 บาทต่อครั้ง
เมื่อถูกแฮก ร้านค้าออนไลน์มักได้รับความเสียหายทางการเงินเฉลี่ย 50,000 บาทต่อครั้ง ยังไม่รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า
-
ร้านค้าที่ใช้ 2FA ปลอดภัยกว่า 99.9%
ในทางตรงกันข้าม ร้านค้าที่เปิดใช้ 2FA มีอัตราการถูกแฮกต่ำกว่า 0.1% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูล
วิธีตั้งค่า 2FA ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
วิธีตั้งค่า 2FA ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
เมื่อเข้าใจความสำคัญของ 2FA แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกและตั้งค่าระบบที่เหมาะสมกับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
การตั้งค่า 2FA อย่างถูกต้องจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีร้านค้า โดยไม่ทำให้การใช้งานประจำวันยุ่งยากจนเกินไป
ต่อไปนี้เราจะแนะนำวิธีเลือกและตั้งค่า 2FA ที่เหมาะสม พร้อมเคล็ดลับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ
การเลือกวิธียืนยันตัวตนที่เหมาะสม
ปัจจุบันมีวิธียืนยันตัวตนแบบ 2FA หลายรูปแบบ แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน
-
SMS OTP
เป็นวิธีที่ใช้งานง่ายและคุ้นเคย ระบบจะส่งรหัสผ่านทาง SMS ไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน 2FA แต่อาจมีความเสี่ยงหากมิจฉาชีพสามารถขโมยซิมการ์ดหรือปลอมแปลง SMS ได้
-
แอปพลิเคชันยืนยันตัวตน
เช่น Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator มีความปลอดภัยสูงกว่า SMS เพราะรหัสจะถูกสร้างในแอปโดยตรง ไม่ต้องรอรับข้อความ และไม่เสี่ยงต่อการถูกดักจับข้อมูล แนะนำสำหรับร้านค้าที่ต้องการความปลอดภัยระดับสูง
-
อุปกรณ์ความปลอดภัย (Security Key)
เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์พิเศษที่ใช้เสียบเพื่อยืนยันตัวตน มีความปลอดภัยสูงสุดและใช้งานง่าย แต่มีค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีมูลค่าธุรกรรมสูงและต้องการความปลอดภัยสูงสุด
สำหรับร้านค้าออนไลน์ทั่วไป ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มต้นด้วย SMS OTP และค่อยๆ ปรับไปใช้แอปพลิเคชันยืนยันตัวตนเมื่อคุ้นเคยกับระบบแล้ว
ขั้นตอนการตั้งค่าสำหรับแพลตฟอร์มยอดนิยม
แต่ละแพลตฟอร์มมีขั้นตอนการตั้งค่า 2FA ที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลักดังนี้
- เข้าไปที่การตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชี
- เลือกเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น
- เลือกวิธีการยืนยันตัวตนที่ต้องการ
- ทำตามขั้นตอนการตั้งค่าที่ระบบแนะนำ
- ทดสอบการใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่าระบบทำงานถูกต้อง
สำหรับแพลตฟอร์มยอดนิยม มีขั้นตอนเฉพาะดังนี้:
-
Shopee และ Lazada
เข้าไปที่การตั้งค่าบัญชี > ความปลอดภัย > เปิดใช้งาน 2FA โดยจะมีตัวเลือกทั้ง SMS OTP และแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน
-
Facebook Shop
เข้าที่การตั้งค่า > ความปลอดภัยและการเข้าสู่ระบบ > ใช้การยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น สามารถเลือกได้ทั้ง SMS แอปยืนยันตัวตน หรือ Security Key
-
Line MyShop
เข้าที่การตั้งค่าบัญชี > ความปลอดภัย > Letter Sealing และ 2FA ซึ่งจะใช้แอป Line เป็นตัวยืนยันตัวตนโดยอัตโนมัติ
เคล็ดลับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ 2FA อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่การตั้งค่าเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการใช้งานในระยะยาวด้วย
-
เก็บรักษารหัสสำรองไว้ในที่ปลอดภัย
ทุกครั้งที่ตั้งค่า 2FA ระบบจะให้รหัสสำรองที่ใช้กู้คืนบัญชีเมื่อไม่สามารถใช้วิธียืนยันตัวตนปกติได้ ควรพิมพ์เก็บไว้ในที่ปลอดภัย หรือจดบันทึกในสมุดที่เก็บรักษาอย่างดี
-
ตั้งค่าเบอร์โทรศัพท์สำรอง
หากใช้ SMS OTP ควรลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์สำรองไว้ด้วย เผื่อกรณีที่เบอร์หลักมีปัญหา จะได้ไม่เสียโอกาสทางธุรกิจ
-
อัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
หากมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ ควรอัพเดทข้อมูลในระบบ 2FA ทันที เพื่อป้องกันปัญหาการเข้าถึงบัญชีในอนาคต
-
ตรวจสอบกิจกรรมบัญชีเป็นประจำ
แม้จะใช้ 2FA แล้ว ก็ควรตรวจสอบประวัติการเข้าสู่ระบบและธุรกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
3 วิธีป้องกันการถูกแฮกบัญชีร้านค้า
3 วิธีป้องกันการถูกแฮกบัญชีร้านค้า
นอกจากการใช้ 2FA แล้ว การป้องกันบัญชีร้านค้าจากการถูกแฮกยังต้องอาศัยมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านอื่นๆ ร่วมด้วย
จากสถิติพบว่า แม้จะใช้ 2FA แต่หากละเลยการรักษาความปลอดภัยพื้นฐาน บัญชีร้านค้าก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลได้
ต่อไปนี้เราจะแนะนำ 3 วิธีสำคัญในการป้องกันบัญชีร้านค้าจากการถูกแฮก ที่ควรทำควบคู่ไปกับการใช้ 2FA
การรักษาความปลอดภัยรหัสผ่าน
รหัสผ่านที่ปลอดภัยและการจัดการรหัสผ่านที่ดีเป็นด่านแรกในการป้องกันการถูกแฮก
-
สร้างรหัสผ่านที่คาดเดายาก
ใช้รหัสผ่านที่มีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร ประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลส่วนตัวที่คาดเดาได้ง่าย เช่น วันเกิด หรือชื่อสมาชิกในครอบครัว
-
ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ
แต่ละบัญชีควรมีรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกัน หากบัญชีใดถูกแฮก บัญชีอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบ จากการสำรวจของ ETDA พบว่า 65% ของร้านค้าที่ถูกแฮกมีสาเหตุมาจากการใช้รหัสผ่านซ้ำ
-
ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน
แนะนำให้ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่านที่น่าเชื่อถือ เช่น LastPass หรือ 1Password เพื่อสร้างและจัดเก็บรหัสผ่านที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องจำทั้งหมด การสำรวจพบว่าร้านค้าที่ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่านมีอัตราการถูกแฮกต่ำกว่าถึง 80%
-
เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ
ควรเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3-6 เดือน โดยเฉพาะหลังจากมีข่าวการรั่วไหลของข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่ใช้งาน แต่ละครั้งที่เปลี่ยนต้องไม่ใช้รหัสผ่านที่เคยใช้มาก่อน
การระวังการหลอกลวงทางออนไลน์
มิจฉาชีพมักใช้เทคนิคการหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อขโมยข้อมูลเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกับร้านค้าออนไลน์ที่มีธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก
-
ระวังอีเมลหลอกลวง
ตรวจสอบที่อยู่อีเมลผู้ส่งอย่างละเอียด อย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์แนบจากอีเมลที่น่าสงสัย โดยเฉพาะอีเมลที่อ้างว่ามาจากแพลตฟอร์มขายสินค้าหรือธนาคาร
-
สังเกตเว็บไซต์ปลอม
ตรวจสอบที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ให้ถูกต้อง ควรมี https:// นำหน้าและไม่มีการสะกดผิด เว็บไซต์ปลอมมักมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่สังเกตได้ยาก
-
ไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ
ทางแพลตฟอร์มและธนาคารจะไม่ขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่านผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือข้อความ หากมีการติดต่อขอข้อมูลดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการหลอกลวง
การสำรองข้อมูลสำคัญอย่างสม่ำเสมอ
การสำรองข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
-
สำรองข้อมูลประจำวัน
ข้อมูลสำคัญเช่น รายการสั่งซื้อ ข้อมูลลูกค้า และรายการสินค้า ควรได้รับการสำรองทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง จากสถิติพบว่า 60% ของร้านค้าที่ถูกแฮกแต่มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ภายใน 24 ชั่วโมง
-
ใช้หลายวิธีในการสำรองข้อมูล
ควรสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น คลาวด์สตอเรจและฮาร์ดดิสก์ภายนอก เพื่อป้องกันกรณีที่แหล่งสำรองข้อมูลใดเกิดปัญหา
-
ทดสอบการกู้คืนข้อมูล
ควรทำการทดสอบกู้คืนข้อมูลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสำรองข้อมูลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทุกคนในทีมเข้าใจขั้นตอนการกู้คืนข้อมูล
การแก้ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ 2FA
การแก้ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ 2FA
แม้ระบบ 2FA จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีของคุณ แต่บางครั้งก็อาจพบปัญหาในการใช้งานที่ทำให้เกิดความไม่สะดวก
หากคุณประสบปัญหาในการใช้ 2FA ไม่ต้องกังวลใจ เพราะปัญหาเหล่านี้มักมีสาเหตุและวิธีแก้ไขที่ชัดเจน
ในส่วนนี้ ผู้เขียนจะแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ 2FA พร้อมคำแนะนำที่ช่วยให้คุณสามารถใช้งานระบบความปลอดภัยนี้ได้อย่างราบรื่น
รหัส OTP ไม่เข้าหรือเข้าช้า
ปัญหารหัส OTP ไม่เข้าหรือเข้าช้าเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการใช้ 2FA
สาเหตุหลักๆ ของปัญหานี้มักมาจาก:
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
- การตั้งค่าเวลาในมือถือไม่ถูกต้อง
- แอปพลิเคชันที่ใช้รับรหัส OTP มีปัญหา
- หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ลงทะเบียนไว้ไม่ถูกต้อง
วิธีแก้ไขปัญหาที่แนะนำมีดังนี้:
-
ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ลองเปลี่ยนจาก Wi-Fi เป็นเน็ตมือถือ หรือย้ายไปจุดที่สัญญาณดีกว่า หากยังมีปัญหา ให้เปิด-ปิดโหมดเครื่องบินเพื่อรีเซ็ตการเชื่อมต่อ
-
ตั้งค่าเวลาในมือถือให้ถูกต้อง
เข้าไปที่การตั้งค่าวันและเวลาในมือถือ เลือกให้ตั้งค่าอัตโนมัติ เพราะรหัส OTP ทำงานโดยอ้างอิงเวลาจริง หากเวลาในมือถือคลาดเคลื่อน อาจทำให้รับรหัสไม่ได้
-
ตรวจสอบแอปพลิเคชัน
ลองปิดแล้วเปิดแอปใหม่ หรือลบแล้วติดตั้งใหม่ หากใช้แอป Google Authenticator ให้ตรวจสอบว่ามีการอัปเดตเวอร์ชันล่าสุด
-
ยืนยันข้อมูลการติดต่อ
ตรวจสอบว่าหมายเลขโทรศัพท์และอีเมลที่ลงทะเบียนไว้ถูกต้อง หากมีการเปลี่ยนแปลง ให้อัปเดตข้อมูลในระบบให้เป็นปัจจุบัน
หากปัญหายังคงอยู่หลังจากลองวิธีข้างต้นแล้ว ให้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนของผู้ให้บริการโดยตรง
การเข้าถึงบัญชีเมื่อสูญหายอุปกรณ์
การสูญหายหรือเสียหายของอุปกรณ์ที่ใช้รับรหัส 2FA เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลแต่สามารถแก้ไขได้
สิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันและรับมือมีดังนี้:
-
สำรองรหัสกู้คืน (Recovery Codes)
เมื่อตั้งค่า 2FA ครั้งแรก ระบบจะให้รหัสกู้คืนมาชุดหนึ่ง ควรบันทึกรหัสนี้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย เช่น สมุดบันทึก หรือไฟล์ที่เข้ารหัสไว้ รหัสกู้คืนนี้จะใช้เข้าสู่ระบบได้แม้ไม่มีอุปกรณ์รับรหัส 2FA
-
ลงทะเบียนวิธียืนยันตัวตนสำรอง
ควรลงทะเบียนทั้งหมายเลขโทรศัพท์และอีเมลสำหรับรับรหัส หากวิธีหนึ่งมีปัญหา จะยังมีอีกวิธีเป็นตัวเลือกสำรอง
-
ติดต่อผู้ให้บริการ
หากไม่มีรหัสกู้คืนและวิธียืนยันตัวตนสำรอง ให้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนของผู้ให้บริการโดยตรง เตรียมหลักฐานยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน และข้อมูลการทำธุรกรรมล่าสุดเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของบัญชี
เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ควรตั้งค่า 2FA ใหม่ทันทีที่ได้อุปกรณ์ใหม่ และอย่าลืมสำรองรหัสกู้คืนเก็บไว้
สรุป: การปกป้องร้านค้าออนไลน์ด้วย 2FA ไม่ยากอย่างที่คิด
ในครั้งนี้ เราได้พูดถึงผู้ที่ต้องการปกป้องบัญชีร้านค้าออนไลน์จากการถูกแฮก โดยกล่าวถึง
- ความสำคัญของระบบยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับร้านค้าออนไลน์
- วิธีการตั้งค่าและใช้งาน 2FA อย่างมีประสิทธิภาพ
- การแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยในการใช้งาน 2FA
- วิธีป้องกันการถูกแฮกบัญชีร้านค้าในระยะยาว
โดยผู้เขียนได้แบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานในวงการการเงินและการลงทุนมากกว่า 10 ปี
การถูกแฮกบัญชีร้านค้าออนไลน์เป็นเรื่องร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อธุรกิจและรายได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ 2FA อย่างถูกวิธี
การเริ่มต้นใช้งาน 2FA อาจดูยุ่งยากในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานและวิธีการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ระบบนี้จะกลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจออนไลน์
ผู้ที่กำลังลังเลในการใช้งาน 2FA อาจกังวลว่าจะทำให้การทำธุรกรรมยุ่งยากขึ้น แต่ความปลอดภัยของร้านค้าควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ปัจจุบันมีเครื่องมือและแอพพลิเคชันมากมายที่ช่วยให้การใช้งาน 2FA เป็นเรื่องง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็สามารถใช้งานได้
ขอให้เริ่มต้นปกป้องร้านค้าออนไลน์ด้วย 2FA ตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ความคิดเห็น