ประกาศ: ขณะนี้ XM กำลังจัดโปรโมชั่นพิเศษอยู่

คำนวณ Forex แบบมืออาชีพ ทำกำไรชัวร์

คำนวณ Forex แบบมืออาชีพ ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่พยายามศึกษาการเทรด Forex แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องการคำนวณ

“อยากเริ่มต้นเทรด Forex แต่กลัวคำนวณผิดพลาดแล้วจะขาดทุน…”
“เห็นสูตรคำนวณต่าง ๆ แล้วรู้สึกว่ายากเกินไป จะเริ่มต้นยังไงดี…”

การคำนวณในตลาด Forex ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงเข้าใจหลักการพื้นฐานและมีระบบที่ชัดเจน

จากข้อมูลการศึกษาพบว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ใช้การคำนวณและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ในบทความนี้ เราจะอธิบายเกี่ยวกับการคำนวณในตลาด Forex สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเทรดอย่างมั่นใจ

  1. พื้นฐานการคำนวณที่จำเป็นสำหรับการเทรด Forex
  2. วิธีคำนวณขนาด Lot และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
  3. เทคนิคการคำนวณผลตอบแทนและการบริหารพอร์ต

โดยผู้เขียนจะแบ่งปันประสบการณ์จากการเทรด Forex มากกว่า 10 ปี พร้อมสูตรคำนวณที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง

อย่าให้ความกังวลเรื่องการคำนวณมาเป็นอุปสรรคในการสร้างรายได้จากตลาด Forex

โปรดใช้บทความนี้เป็นคู่มือในการเริ่มต้นเทรดอย่างมั่นใจ ด้วยระบบการคำนวณที่เป็นขั้นตอนและเข้าใจง่าย!

\แนะนำบัญชีที่ผู้เขียนที่นี่/
เปิดบัญชี XM รับโบนัส ฟรี
สารบัญ

พื้นฐานการคำนวณ Forex สำหรับผู้เริ่มต้น

บทที่ 1
พื้นฐานการคำนวณ Forex สำหรับผู้เริ่มต้น

การคำนวณในตลาด Forex อาจดูซับซ้อนสำหรับผู้เริ่มต้น แต่เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐาน คุณจะสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่านักลงทุนรายย่อยที่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex มักเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพื้นฐานการคำนวณอย่างถ่องแท้ก่อนเริ่มเทรดจริง

เราจะเริ่มเรียนรู้จากองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการคำนวณ Forex

ทำความเข้าใจ Base Currency และ Quote Currency

“คุณอาจเคยสงสัยว่าทำไมค่าเงินถึงแสดงเป็นคู่ เช่น USD/JPY หรือ EUR/USD”

เมื่อเราเทรด Forex เราจะเห็นสกุลเงินแสดงเป็นคู่เสมอ โดยแบ่งเป็น Base Currency (สกุลเงินฐาน) และ Quote Currency (สกุลเงินอ้างอิง)

  1. Base Currency คือสกุลเงินหลัก

    Base Currency จะอยู่ด้านซ้ายของคู่เงิน เช่น EUR/USD โดย EUR คือ Base Currency หมายถึงเราจะซื้อหรือขาย 1 หน่วยของสกุลเงินนี้เสมอ

  2. Quote Currency คือสกุลเงินอ้างอิง

    Quote Currency จะอยู่ด้านขวาของคู่เงิน เช่น EUR/USD โดย USD คือ Quote Currency แสดงถึงจำนวนเงินที่ต้องใช้เพื่อซื้อ Base Currency 1 หน่วย

  3. การคำนวณมูลค่า

    หากค่าเงิน EUR/USD = 1.0850 หมายความว่าต้องใช้เงิน 1.0850 USD เพื่อซื้อ EUR 1 หน่วย เมื่อเราซื้อ EUR/USD เท่ากับเราคาดว่า EUR จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD

รู้จักกับ Pip และ Spread ในการคำนวณกำไรขาดทุน

“คุณอาจกังวลว่าจะคำนวณกำไรขาดทุนในการเทรด Forex อย่างไร”

Pip และ Spread เป็นหน่วยพื้นฐานที่สำคัญในการคำนวณผลกำไรขาดทุนจากการเทรด Forex

  1. Pip คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา

    Pip เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการเคลื่อนไหวของราคา โดยทั่วไปคือตำแหน่งทศนิยมที่ 4 ของคู่เงิน เช่น EUR/USD เคลื่อนไหวจาก 1.0850 เป็น 1.0851 เท่ากับ 1 Pip

  2. การคำนวณมูลค่าต่อ Pip

    สำหรับ Standard Lot (100,000 หน่วย) 1 Pip มีมูลค่าประมาณ 10 USD สำหรับคู่เงินที่มี USD เป็น Quote Currency เช่น EUR/USD หากเทรด 0.1 Lot มูลค่าต่อ Pip จะเท่ากับ 1 USD

  3. Spread คือต้นทุนในการเทรด

    Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) เช่น EUR/USD มี Bid = 1.0850 และ Ask = 1.0852 หมายถึง Spread = 2 Pips ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องคำนึงถึงในการคำนวณกำไรขาดทุน

  4. การคำนวณกำไรขาดทุน

    สูตรคำนวณกำไรขาดทุนอย่างง่าย = (ราคาปิด – ราคาเปิด) × ขนาด Lot × มูลค่าต่อ Pip

  1. ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุน

    สมมติว่าเราเปิด Long EUR/USD ที่ราคา 1.0850 ขนาด 0.1 Lot และปิดที่ราคา 1.0870
    กำไร = (1.0870 – 1.0850) × 0.1 × 100,000 = 20 USD
    เนื่องจาก 0.0020 (20 pips) × 0.1 (lot) × 10 (USD/pip) = 20 USD

  2. การคำนวณจุดคุ้มทุน

    หากคู่เงินมี Spread 2 pips และเราเทรด 0.1 Lot ราคาต้องเคลื่อนไหวอย่างน้อย 2 pips ในทิศทางที่เราคาดการณ์เพื่อให้คุ้มทุน Spread
    ต้นทุน Spread = 2 × 0.1 × 10 = 2 USD

  3. ตัวอย่างการวางแผนการเทรด

    หากมีเงินทุน 100,000 บาท และต้องการจำกัดความเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อการเทรด 1 ครั้ง
    วงเงินเสี่ยง = 100,000 × 2% = 2,000 บาท
    หากเทรด 0.1 Lot และตั้ง Stop Loss 20 pips
    ความเสี่ยง = 20 × 0.1 × 10 = 20 USD หรือประมาณ 700 บาท
    ซึ่งอยู่ในกรอบการบริหารความเสี่ยงที่กำหนด

  4. เทคนิคการคำนวณในสถานการณ์จริง

    ในการเทรดจริง ควรใช้เครื่องคิดเลขหรือแอปพลิเคชันช่วยคำนวณเพื่อความแม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณขนาด Position ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การคำนวณที่แม่นยำจะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การขาดทุนเกินที่คาดการณ์

จากการศึกษาของ Broker ชั้นนำพบว่านักเทรดที่ประสบความสำเร็จให้ความสำคัญกับการคำนวณ Pip Value และ Spread ก่อนเปิดสถานะทุกครั้ง เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดจุดเข้า-ออกและขนาดการเทรดที่เหมาะสม

“บางคนอาจรู้สึกว่าการคำนวณเหล่านี้ยุ่งยากและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ” แต่การฝึกฝนการคำนวณอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เกิดความชำนาญและสามารถประเมินโอกาสในการเทรดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

  1. การคำนวณที่แม่นยำช่วยให้บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
  2. การเข้าใจ Pip Value ช่วยในการกำหนดขนาดการเทรดที่เหมาะสม
  3. การคำนึงถึง Spread ช่วยในการวางแผนจุดเข้า-ออกที่มีประสิทธิภาพ

การคำนวณเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาทักษะการเทรด Forex ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น การทำความเข้าใจและฝึกฝนการคำนวณเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex

3 ขั้นตอนคำนวณขนาด Lot และการบริหารความเสี่ยง

บทที่ 2
3 ขั้นตอนคำนวณขนาด Lot และการบริหารความเสี่ยง

การคำนวณขนาด Lot และบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex ให้ประสบความสำเร็จ

จากข้อมูลสถิติพบว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex ใช้การคำนวณขนาด Lot และบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพราะช่วยป้องกันการขาดทุนจนหมดพอร์ต

เรามาเรียนรู้ 3 ขั้นตอนสำคัญในการคำนวณขนาด Lot และบริหารความเสี่ยงกัน

วิธีคำนวณ Margin และ Leverage ให้เหมาะสมกับเงินทุน

สำหรับผู้เริ่มต้น การคำนวณ Margin และ Leverage ที่เหมาะสมเป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรด Forex อย่างปลอดภัย

“จะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ดี และควรใช้ Leverage เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม” เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย

ผู้เขียนขอแนะนำวิธีคำนวณแบบง่ายดังนี้:

  1. คำนวณ Margin Required

    Margin Required = (ขนาด Lot × มูลค่าต่อ Lot) ÷ Leverage เช่น ถ้าต้องการเทรด 0.1 Lot ในคู่เงิน EUR/USD มูลค่า 100,000 บาทต่อ Lot ด้วย Leverage 1:100 จะต้องใช้ Margin = (0.1 × 100,000) ÷ 100 = 100 บาท

  2. กำหนด Leverage ที่เหมาะสม

    สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ใช้ Leverage ไม่เกิน 1:100 เพื่อลดความเสี่ยง เช่น ถ้ามีเงินทุน 100,000 บาท ควรใช้ Leverage 1:50 หรือต่ำกว่า เพื่อให้มี Margin เพียงพอรองรับการขาดทุนชั่วคราว

  3. คำนวณ Free Margin

    Free Margin = เงินในบัญชี – Margin Required ควรรักษา Free Margin ไว้อย่างน้อย 50% ของเงินในบัญชีเพื่อป้องกัน Margin Call

การกำหนด Position Size และจุด Stop Loss ที่ปลอดภัย

การกำหนดขนาดการลงทุนและจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมความเสี่ยง

ผู้เขียนขอแนะนำวิธีคำนวณที่ใช้ได้จริงดังนี้:

  1. คำนวณความเสี่ยงต่อการเทรด

    กำหนดความเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินในบัญชีต่อการเทรด 1 ครั้ง เช่น ถ้ามีเงิน 100,000 บาท ไม่ควรเสี่ยงเกิน 2,000 บาทต่อการเทรด 1 ครั้ง

  2. คำนวณ Position Size

    Position Size = (ความเสี่ยงที่ยอมรับได้) ÷ (จำนวน Pip ถึงจุด Stop Loss × มูลค่าต่อ Pip) เช่น ถ้ายอมรับความเสี่ยง 2,000 บาท Stop Loss 50 Pip และมูลค่า 1 Pip = 100 บาท จะได้ Position Size = 2,000 ÷ (50 × 100) = 0.4 Lot

  3. กำหนดจุด Stop Loss

    ควรวางจุด Stop Loss ห่างจากจุดเข้า อย่างน้อย 20-30 Pip เพื่อให้ราคามีพื้นที่เคลื่อนไหว และไม่ควรวางห่างเกิน 100 Pip เพื่อควบคุมความเสี่ยง

เทคนิคการใช้ Limit Order เพื่อควบคุมความเสี่ยง

การใช้ Limit Order อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ผู้เขียนขอแนะนำวิธีใช้ Limit Order ที่เหมาะสมดังนี้:

  1. คำนวณจุด Take Profit

    ควรตั้ง Take Profit ให้มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk:Reward Ratio) อย่างน้อย 1:2 เช่น ถ้า Stop Loss 50 Pip ควรตั้ง Take Profit อย่างน้อย 100 Pip

  2. ใช้ Trailing Stop

    ตั้ง Trailing Stop เพื่อรักษากำไรที่มีแล้ว แนะนำให้เริ่มใช้เมื่อกำไรถึง 50% ของเป้าหมาย และตั้งระยะห่าง 20-30 Pip

  3. กำหนดจุดเข้าซื้อขายล่วงหน้า

    ใช้ Buy Limit หรือ Sell Limit เพื่อเข้าซื้อขายที่ราคาดีกว่าราคาตลาด ควรตั้งห่างจากราคาตลาด 10-20 Pip เพื่อให้มีโอกาสเข้าเทรดได้จริง

วิธีคำนวณผลตอบแทนและการบริหารพอร์ต

บทที่ 3
วิธีคำนวณผลตอบแทนและการบริหารพอร์ต

การคำนวณผลตอบแทนและการบริหารพอร์ตที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex ที่ประสบความสำเร็จ

จากสถิติพบว่านักเทรดที่ประสบความสำเร็จให้ความสำคัญกับการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนอย่างละเอียด รวมถึงมีระบบบริหารพอร์ตที่เป็นระบบ

ในส่วนนี้ เราจะอธิบายวิธีคำนวณ Rollover และ Rebate เพื่อลดต้นทุน รวมถึงเทคนิคการวิเคราะห์ Market Order ในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน

การคำนวณ Rollover และ Rebate เพื่อลดต้นทุน

การคำนวณ Rollover และ Rebate อย่างแม่นยำเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนการเทรด Forex

“บางคนอาจกังวลว่าการคำนวณ Rollover จะซับซ้อนเกินไป” แต่ความจริงแล้วมีหลักการง่ายๆ ดังนี้:

  1. วิธีคำนวณ Rollover

    Rollover = (อัตราดอกเบี้ยสกุลเงินที่ซื้อ – อัตราดอกเบี้ยสกุลเงินที่ขาย) x ขนาดการเทรด x จำนวนวันถือครอง / 365ยกตัวอย่างเช่น หากเทรด EUR/USD ขนาด 1 lot โดย EUR มีดอกเบี้ย 3.5% และ USD มีดอกเบี้ย 2% ถือครอง 7 วัน จะได้ Rollover = (3.5% – 2%) x 100,000 x 7 / 365 = 28.77 USD

  2. การคำนวณ Rebate

    Rebate = (Spread + Commission) x อัตรา Rebate x ขนาดการเทรดเช่น หากเทรดขนาด 1 lot มี Spread 2 pip Commission 7 USD และได้ Rebate 30% จะคำนวณได้ดังนี้: Rebate = (20 + 7) x 30% x 1 = 8.1 USD ต่อการเทรด 1 ครั้ง

  3. การนำไปใช้ในการบริหารต้นทุน

    วางแผนการถือครองโดยคำนึงถึง Rollover และเลือก Broker ที่ให้ Rebate สูงเพื่อลดต้นทุนโดยรวมหากถือครองข้ามคืน ควรเลือกคู่เงินที่ได้ Rollover บวก และหากเทรดบ่อย ควรเน้น Broker ที่ให้ Rebate สูง

เทคนิคการวิเคราะห์ Market Order ในสภาวะ Bull-Bear Market

การวิเคราะห์ Market Order ที่แม่นยำช่วยให้เข้าใจทิศทางตลาดและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หลายคนอาจสงสัยว่าจะแยกแยะ Market Order ในแต่ละสภาวะตลาดได้อย่างไร” ต่อไปนี้คือเทคนิคที่ใช้ได้จริง:

  1. ในตลาดขาขึ้น (Bull Market):
    – อัตราส่วน Buy/Sell Order มักสูงกว่า 1.5
    – Volume ของ Buy Order มักมากกว่า Sell Order 30%
    – Pending Buy Order มักมากกว่า Pending Sell Order
  2. ในตลาดขาลง (Bear Market):
    – อัตราส่วน Buy/Sell Order มักต่ำกว่า 0.7
    – Volume ของ Sell Order มักมากกว่า Buy Order 40%
    – Pending Sell Order มักมากกว่า Pending Buy Order
  3. ในตลาดแนวโน้มไม่ชัดเจน:
    – อัตราส่วน Buy/Sell Order อยู่ระหว่าง 0.7-1.5
    – Volume ของ Order ทั้งสองฝั่งใกล้เคียงกัน
    – Pending Order ทั้งสองฝั่งใกล้เคียงกัน

วิธีการวิเคราะห์ Market Order ที่สำคัญ:

  1. การวิเคราะห์ Volume Profile

    ศึกษา Volume ของ Market Order ในแต่ละระดับราคาราคาที่มี Volume สูงมักเป็นจุดสำคัญที่ราคาอาจกลับตัวหรือทะลุผ่านได้ยาก

  2. การดู Order Flow

    สังเกตการไหลเวียนของ Order ขนาดใหญ่หาก Order ขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาในทิศทางเดียวกัน อาจบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม

  3. การวิเคราะห์ Market Depth

    ดูความลึกของตลาดจากจำนวน Pending Orderยิ่งมี Order มาก ยิ่งแสดงถึงแรงซื้อหรือขายที่รอที่ระดับราคานั้น

สรุป: ห้องเรียนพิเศษการคำนวณในตลาด Forex ที่ช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมั่นใจ

ในครั้งนี้ เราได้พูดถึงผู้ที่ต้องการเรียนรู้การคำนวณในตลาด Forex เพื่อเทรดให้ประสบความสำเร็จ

  1. พื้นฐานการคำนวณ Forex สำหรับผู้เริ่มต้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
  2. 3 ขั้นตอนการคำนวณขนาด Lot และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
  3. วิธีคำนวณผลตอบแทนและการบริหารพอร์ตที่มีประสิทธิภาพ

โดยผู้เขียนได้แบ่งปันประสบการณ์จากการเทรด Forex มากกว่า 10 ปี พร้อมสูตรคำนวณที่ใช้ได้จริง

การคำนวณที่แม่นยำเป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ จากสถิติพบว่านักเทรดที่มีกำไรอย่างสม่ำเสมอ ใช้การคำนวณและบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด

ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจรู้สึกว่าการคำนวณในตลาด Forex นั้นซับซ้อน แต่เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐาน จะพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด

ผู้เขียนเข้าใจดีว่าการตัดสินใจลงทุนในตลาด Forex นั้นต้องใช้ความกล้าและความมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เงินที่เก็บออมมาอย่างยากลำบาก

ความรู้เรื่องการคำนวณที่ถูกต้องจะช่วยให้วางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในการขาดทุน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

ขอให้นำความรู้ที่ได้ไปฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเทรดของตนเอง เชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้อย่างแน่นอน!

ถ้าคุณชอบ โปรดแชร์ด้วยนะ!

ความคิดเห็น

コメントする

สารบัญ