ผู้ที่กำลังศึกษาการเทรดหุ้นและต้องการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์แนวรับแนวต้าน
“พยายามวิเคราะห์กราฟมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าลากแนวถูกหรือเปล่า…”
“กังวลว่าจะขาดทุนเพราะวิเคราะห์แนวผิดพลาด จะทำอย่างไรดี…”
อาจมีบางคนที่มีความกังวลเช่นนี้
การวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่แม่นยำไม่ได้เกิดจากการเดาหรือความรู้สึก แต่มีหลักการที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างเป็นระบบมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
เมื่อเข้าใจหลักการและฝึกฝนอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเทรดได้อย่างมาก
ในบทความนี้ เราจะอธิบายเกี่ยวกับการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่เชื่อถือได้
- หลักการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่เชื่อถือได้
- เทคนิคการประเมินความน่าเชื่อถือของแนว
- 4 ขั้นตอนการเทรดด้วยแนวรับแนวต้านที่พิสูจน์แล้ว
โดยผู้เขียนจะแบ่งปันประสบการณ์จากการเทรดมากกว่า 10 ปี และเทคนิคที่ใช้ได้จริงในตลาด
ผู้เขียนเข้าใจดีถึงความกังวลในการเริ่มต้นเทรด ทั้งเรื่องการวิเคราะห์กราฟและการจัดการความเสี่ยง บทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่น่าเชื่อถือ พร้อมเทคนิคที่นำไปใช้ได้จริง โปรดใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการเทรดของคุณ!
หลักการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่เชื่อถือได้
หลักการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่เชื่อถือได้
การวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการลากเส้นตามความรู้สึก แต่ต้องอาศัยหลักการและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
การระบุจุดแนวรับแนวต้านที่แม่นยำจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงในการเทรด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนักลงทุนทุกระดับ
ในส่วนนี้ เราจะอธิบายความหมายของแนวรับแนวต้านและปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการวิเคราะห์
แนวรับแนวต้านคืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ
แนวรับแนวต้านเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยระบุระดับราคาสำคัญ โดยแนวรับ (Support) คือระดับราคาที่มักจะมีแรงซื้อเข้ามาหนุน ส่วนแนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่มักจะมีแรงขายเข้ามากดดัน
“บางครั้งการวิเคราะห์กราฟอาจทำให้รู้สึกสับสนและไม่มั่นใจในการตัดสินใจ” ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี
ความสำคัญของแนวรับแนวต้านสามารถอธิบายได้ดังนี้:
-
ช่วยในการระบุจุดเข้าซื้อและขายที่เหมาะสม
การรู้ว่าราคามีแนวโน้มจะสะท้อนที่ระดับใดช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการเข้าซื้อและขายได้อย่างมีหลักการ ข้อมูลจากการศึกษาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า นักลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์แนวรับแนวต้านมีอัตราความสำเร็จในการเทรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้
-
ช่วยในการจัดการความเสี่ยง
การรู้ระดับแนวรับแนวต้านช่วยให้นักลงทุนสามารถกำหนดจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรได้อย่างเป็นระบบ สถิติจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนแห่งประเทศไทยชี้ว่า การใช้แนวรับแนวต้านในการกำหนดจุดตัดขาดทุนสามารถลดความเสียหายได้เฉลี่ย 15-20% ต่อการเทรด
-
ช่วยในการคาดการณ์แนวโน้มตลาด
เมื่อราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ มักจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม การศึกษาของ Technical Analyst Association แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแนวโน้มหลักเริ่มต้นจากการทะลุแนวรับแนวต้านสำคัญ
3 ปัจจัยสำคัญในการระบุแนวที่แข็งแกร่ง
การระบุแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 3 ประการ จากข้อมูลการศึกษาของสถาบันวิเคราะห์หลักทรัพย์ชั้นนำ พบว่าแนวที่มีปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วนมีโอกาสสำเร็จในการทำนายทิศทางราคาสูง
-
ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่าค่าเฉลี่ย 50%) บริเวณแนวรับแนวต้าน เป็นสัญญาณที่แสดงถึงการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ยิ่งปริมาณการซื้อขายสูง ยิ่งแสดงถึงความสำคัญของแนวนั้น
-
จำนวนครั้งในการทดสอบแนว
แนวที่ถูกทดสอบซ้ำหลายครั้ง (อย่างน้อย 2-3 ครั้ง) โดยที่ราคาไม่สามารถทะลุผ่านได้ แสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวนั้น การศึกษาพบว่าแนวที่ผ่านการทดสอบมากกว่า 3 ครั้งมีความน่าเชื่อถือสูงถึง 85%
-
ระยะเวลาที่แนวยังคงอยู่
แนวที่อยู่มานานและยังคงมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา มักจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าแนวที่เพิ่งเกิดขึ้น ข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่าแนวที่อยู่มานานกว่า 3 เดือนมีความแม่นยำในการทำนายทิศทางราคาสูง
สำหรับผู้เริ่มต้น “อาจรู้สึกว่าการพิจารณาปัจจัยทั้งหมดพร้อมกันเป็นเรื่องยาก” แต่การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เกิดความชำนาญ
เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุแนว ควรพิจารณาปัจจัยทั้ง 3 ประการร่วมกัน การวิจัยพบว่าแนวที่มีปัจจัยครบทั้ง 3 ข้อมีความแม่นยำในการทำนายทิศทางราคาสูงถึง 85% เมื่อเทียบกับการพิจารณาเพียงปัจจัยเดียวที่มีความแม่นยำเพียง 45%
เทคนิคการประเมินความน่าเชื่อถือของแนว
เทคนิคการประเมินความน่าเชื่อถือของแนว
การระบุแนวรับแนวต้านที่น่าเชื่อถือต้องอาศัยการวิเคราะห์หลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่แค่การลากเส้นตามความรู้สึก
จากประสบการณ์การเทรดกว่า 10 ปี ผู้เขียนพบว่าแนวที่น่าเชื่อถือมักเกิดจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณการซื้อขาย ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางเทคนิคอย่างเหมาะสม
ในส่วนนี้ เราจะเรียนรู้วิธีประเมินความน่าเชื่อถือของแนวผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการซื้อขายและแนวโน้มราคา
ปริมาณการซื้อขายเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่จะยืนยันความน่าเชื่อถือของแนวรับแนวต้าน
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการซื้อขายและราคามีหลักการสำคัญดังนี้:
-
การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขาย
เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับหรือแนวต้าน ปริมาณการซื้อขายควรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างน้อย 50% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันย้อนหลัง ปริมาณที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้แนวนั้นมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
-
รูปแบบแท่งเทียน
ที่บริเวณแนวรับแนวต้าน ควรสังเกตรูปแบบแท่งเทียนที่บ่งชี้การกลับตัว เช่น Hammer หรือ Shooting Star โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง รูปแบบเหล่านี้แสดงถึงการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่แนวสำคัญ
-
ความถี่ในการทดสอบแนว
แนวที่น่าเชื่อถือควรมีการทดสอบอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วง 6 เดือน ยิ่งมีการทดสอบบ่อยครั้ง และแนวยังคงรักษาระดับไว้ได้ แสดงว่าแนวนั้นมีความแข็งแกร่ง
-
ระยะเวลาของแนว
แนวที่อยู่มานานกว่า 3 เดือนมักมีความน่าเชื่อถือมากกว่าแนวที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องระวังแนวเก่าที่ไม่มีการทดสอบในระยะหลัง เพราะอาจสูญเสียความสำคัญไปแล้ว
การใช้เครื่องมือ Fibonacci ร่วมกับการวิเคราะห์แนว
เครื่องมือ Fibonacci เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของแนวรับแนวต้าน การใช้ Fibonacci อย่างมีประสิทธิภาพมีดังนี้:
-
การหาจุดกลับตัวด้วย Fibonacci Retracement
ลากเส้น Fibonacci จากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดของแนวโน้มหลัก ระดับ Fibonacci ที่สำคัญ (23.6%, 38.2%, 50%, 61.8%) มักทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านตามธรรมชาติ หากแนวที่คุณวิเคราะห์ตรงกับระดับ Fibonacci จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ
-
การใช้ Fibonacci Extension
ใช้ Fibonacci Extension เพื่อคาดการณ์แนวต้านในกรณีที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ ระดับ Extension ที่สำคัญคือ 127.2%, 161.8% และ 261.8% แนวต้านที่ตรงกับระดับเหล่านี้มักมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัว
-
การยืนยันด้วยกรอบเวลาหลายระดับ
ตรวจสอบระดับ Fibonacci ในกรอบเวลาที่แตกต่างกัน เช่น รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน หากแนวรับแนวต้านตรงกับระดับ Fibonacci ในหลายกรอบเวลา แสดงว่ามีความน่าเชื่อถือสูง
วิธีประเมินแรงซื้อและแรงขายที่จุดทดสอบแนว
การประเมินแรงซื้อขายที่แนวสำคัญช่วยคาดการณ์โอกาสที่ราคาจะทะลุหรือกลับตัว มีวิธีการประเมินดังนี้:
-
วิเคราะห์ความเร็วของราคา
สังเกตความเร็วของราคาเมื่อเข้าใกล้แนว ราคาที่เคลื่อนที่เร็วเกินไปมักนำไปสู่การกลับตัวแรง ในทางกลับกัน ราคาที่เคลื่อนที่อย่างค่อยเป็นค่อยไปมีโอกาสทะลุแนวได้มากกว่า
-
ดูพฤติกรรมราคาที่แนว
เมื่อราคาทดสอบแนว ให้สังเกตการณ์เกิด Higher Low ในกรณีแนวรับ หรือ Lower High ในกรณีแนวต้าน รูปแบบเหล่านี้บ่งชี้ถึงแรงซื้อหรือแรงขายที่กำลังอ่อนตัวลง
-
ตรวจสอบ Momentum
ใช้ตัวชี้วัด Momentum เช่น RSI หรือ MACD เพื่อดูการลดลงของแรงซื้อขายเมื่อราคาทดสอบแนว การเกิด Divergence บ่งชี้ถึงโอกาสที่ราคาจะกลับตัว
-
วิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายรายนาที
ในช่วงที่ราคาทดสอบแนว ให้ดูปริมาณการซื้อขายรายนาทีเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 นาทีย้อนหลัง ปริมาณที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติบ่งชี้ถึงการเข้ามาของกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การทะลุแนวหรือการกลับตัวอย่างรุนแรง
-
ประเมินการเปลี่ยนแปลงของ Bid-Ask Spread
สังเกต Spread ระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายเมื่อราคาเข้าใกล้แนว Spread ที่กว้างขึ้นผิดปกติแสดงถึงความไม่แน่นอนในตลาด ในขณะที่ Spread ที่แคบลงบ่งชี้ถึงความมั่นใจของผู้เล่นในตลาด
การเข้าใจวิธีประเมินแรงซื้อและแรงขายที่แนวสำคัญช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีหลักการ จุดสำคัญคือต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน และไม่ควรใช้เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ
4 ขั้นตอนการเทรดด้วยแนวรับแนวต้าน
4 ขั้นตอนการเทรดด้วยแนวรับแนวต้าน
การใช้แนวรับแนวต้านในการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงแค่การลากเส้นบนกราฟ แต่ต้องมีระบบและขั้นตอนที่ชัดเจน
จากประสบการณ์การเทรดมากกว่า 10 ปีของผู้เขียน พบว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้แนวรับแนวต้านล้วนมีขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบ ไม่ใช่แค่อาศัยความรู้สึกในการตัดสินใจ
มาดูวิธีการใช้แนวรับแนวต้านในการเทรดอย่างเป็นขั้นตอนกัน ซึ่งแต่ละขั้นตอนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการเทรด
การระบุจุดเข้าซื้อและขายที่เหมาะสม
การเลือกจุดเข้าซื้อและขายที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดด้วยแนวรับแนวต้าน “หลายคนอาจกังวลว่าจะเข้าซื้อผิดจังหวะจนขาดทุน” แต่หากใช้หลักการต่อไปนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
- สังเกตการทดสอบแนวซ้ำ 2-3 ครั้ง ซึ่งยืนยันความแข็งแกร่งของแนว
- ดูปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นบริเวณแนว แสดงถึงการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
- รอให้เกิดรูปแบบกราฟที่บ่งชี้การกลับตัว เช่น แท่งเทียนที่มีไส้ยาว
จุดเข้าซื้อที่เหมาะสมควรอยู่เหนือแนวรับเล็กน้อย หลังจากราคาทดสอบแนวและเด้งตัวขึ้น ส่วนจุดขายควรอยู่ใต้แนวต้านเล็กน้อย เมื่อราคาทดสอบแนวและเริ่มปรับตัวลง
ตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นทดสอบแนวรับที่ 50 บาทสามครั้งและเด้งตัวขึ้นพร้อมปริมาณการซื้อขายสูง อาจพิจารณาเข้าซื้อที่ราคา 51-52 บาท โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 48-49 บาท
การจัดการความเสี่ยงเมื่อราคาทะลุแนว
การจัดการความเสี่ยงที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ “บางคนอาจกลัวว่าจะขาดทุนมากเมื่อราคาทะลุแนว” แต่มีวิธีจัดการที่มีประสิทธิภาพดังนี้
-
กำหนด Stop Loss ที่ชัดเจน
วางจุด Stop Loss ห่างจากแนวรับ 3-5% เพื่อป้องกันการถูกกระชากราคา ตัวอย่างเช่น หากแนวรับอยู่ที่ 100 บาท ให้วาง Stop Loss ที่ 95-97 บาท
-
แบ่งขนาดการลงทุนให้เหมาะสม
ไม่ควรใช้เงินลงทุนเกิน 5-10% ของพอร์ตต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เพื่อจำกัดความเสียหายหากเกิดความผิดพลาด
-
ใช้การเพิ่มทุนทีละน้อย
เมื่อราคาเคลื่อนที่ตามที่คาดการณ์ ให้ทยอยเพิ่มขนาดการลงทุนทีละ 25-30% ของขนาดเริ่มต้น
หากราคาทะลุแนว ให้ปฏิบัติตามแผนจัดการความเสี่ยงที่วางไว้ทันที อย่าปล่อยให้ขาดทุนเกินที่กำหนด เพราะการรักษาเงินทุนไว้เพื่อโอกาสในการเทรดครั้งต่อไปสำคัญกว่า
การปรับกลยุทธ์ในตลาดที่เคลื่อนไหวทางข้าง
ตลาดที่เคลื่อนไหวทางข้างเป็นความท้าทายสำหรับนักเทรดหลายคน “บางคนอาจสับสนว่าควรเทรดอย่างไรในสภาวะนี้” แต่มีกลยุทธ์ที่ช่วยให้เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
วิเคราะห์กรอบการเคลื่อนไหว
ระบุขอบเขตบนและล่างของการเคลื่อนไหวทางข้าง โดยดูจุดสูงสุดและต่ำสุดย้อนหลัง 10-20 วัน เพื่อกำหนดจุดซื้อขาย
-
ใช้กลยุทธ์ Trading Range
ซื้อเมื่อราคาทดสอบแนวรับล่างและขายเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบแนวต้านบน โดยกำหนดเป้าหมายกำไรที่ 40-60% ของช่วงการเคลื่อนไหว
-
เพิ่มเงื่อนไขยืนยัน
ใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคเพิ่มเติม เช่น RSI หรือ Stochastic เพื่อยืนยันจุดกลับตัวที่แนวรับแนวต้าน
การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อยืนยันสัญญาณ
การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ร่วมกับแนวรับแนวต้านช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรด “หลายคนอาจสงสัยว่าควรใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วงใด” นี่คือวิธีที่ได้ผลดีในทางปฏิบัติ
-
เลือกค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เหมาะสม
ใช้ค่าเฉลี่ย 5, 10 และ 20 วันสำหรับการเทรดระยะสั้น หรือ 20, 50 และ 200 วันสำหรับการเทรดระยะกลางถึงยาว
-
ดูการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย
เมื่อค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวใกล้แนวรับ ถือเป็นสัญญาณยืนยันการซื้อที่แข็งแกร่ง
-
สังเกตระยะห่างของเส้นค่าเฉลี่ย
ระยะห่างที่กว้างขึ้นระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยแสดงถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับการถือครองต่อไป
-
ตรวจสอบความสัมพันธ์กับปริมาณการซื้อขาย
ดูว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนที่ตัดผ่านเส้นค่าเฉลี่ย การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายจะช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของสัญญาณ
-
ปรับใช้กับกรอบเวลาที่เทรด
สำหรับการเทรดรายวัน อาจใช้ค่าเฉลี่ย 5 และ 10 วัน ส่วนการเทรดรายสัปดาห์ อาจใช้ค่าเฉลี่ย 10 และ 20 สัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรด
การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ร่วมกับแนวรับแนวต้านอย่างมีระบบ จะช่วยให้มีกรอบการตัดสินใจที่ชัดเจนและลดการใช้อารมณ์ในการเทรด สิ่งสำคัญคือต้องทดสอบและปรับระบบให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของตนเอง
สรุป: วิเคราะห์แนวรับแนวต้านอย่างมั่นใจด้วยระบบที่พิสูจน์แล้ว
ในครั้งนี้ เราได้พูดถึงผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดหุ้น โดยกล่าวถึง
- หลักการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่เชื่อถือได้
- เทคนิคการประเมินความน่าเชื่อถือของแนว
- 4 ขั้นตอนการเทรดด้วยแนวรับแนวต้านที่พิสูจน์แล้ว
โดยผู้เขียนได้แบ่งปันประสบการณ์จากการเทรดมากกว่า 10 ปี พร้อมเทคนิคที่ผ่านการพิสูจน์จริงในตลาด
การวิเคราะห์แนวรับแนวต้านที่แม่นยำไม่ใช่เรื่องของโชคหรือความรู้สึก แต่เป็นระบบที่มีหลักการชัดเจน เมื่อเข้าใจและฝึกฝนอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเทรดได้อย่างมาก
ผู้เขียนเข้าใจดีว่าการเริ่มต้นเทรดด้วยแนวรับแนวต้านอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ กลัวการขาดทุน หรือกังวลว่าจะวิเคราะห์ผิดพลาด แต่ด้วยระบบที่นำเสนอในบทความนี้ จะช่วยให้เทรดได้อย่างมีหลักการมากขึ้น
ที่ผ่านมา หลายคนอาจเคยพยายามศึกษาและฝึกฝนการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านด้วยตนเอง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะขาดระบบที่ชัดเจน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีพัฒนาทักษะการเทรด ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกที่อยากประสบความสำเร็จและมีอิสรภาพทางการเงิน
ขอให้เริ่มต้นฝึกฝนตามขั้นตอนที่แนะนำในบทความนี้ และอย่าลืมว่าทุกคนล้วนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลหากมีความมุ่งมั่นและระบบที่ดี ผู้เขียนเชื่อว่าคุณก็สามารถพัฒนาเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้!
ความคิดเห็น